สิว เป็นโรคผิวหนังที่พบได้บ่อย มักเกิดในช่วงเริ่มเข้าสู่วัยรุ่นโดยความรุนแรงในแต่ละบุคคลจะแตกต่างกันไป โดยทั่วไปอาการมักจะดีขึ้นเองเมื่อพ้นวัยรุ่น ถึงแม้ว่าสิวจะเป็นโรคไม่ร้ายแรง แต่มักส่งผลกระทบทางด้านจิตใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวัยรุ่น เช่นทำให้ขาดความมั่นใจในตัวเอง ไม่กล้าเข้าสังคม และหากปล่อยให้เป็นเรื้อรังทำให้เกิดเป็นแผลเป็นได้

Acne Acne

สิวเกิดจากอะไร?

ผิวหนังของคนเรามีต่อมไขมันซึ่งทำหน้าผลิตน้ำมัน(sebum)เคลือบผิว  ในคนที่มีสิวพบว่าต่อมไขมันมีการผลิตน้ำมันมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงวัยรุ่นซึ่งมีการผลิตฮอร์โมนเพศมากขึ้น ฮอร์โมนเหล่านี้จะไปกระตุ้นต่อมไขมันใต้ผิวหนังให้ผลิตน้ำมันมากขึ้น  ในเวลาเดียวกันพบว่ามีการอุดตันของรูขุมขนจากการหลุดลอกของผิวที่ตายแล้ว  เมื่อมีทั้งน้ำมันส่วนเกินร่วมกับการอุดตันของผิวที่ตายแล้วจึงก่อให้เกิดสิวอุดตัน(comedone) ซึ่งมีทั้งสิวหัวเปิด(blackheads) และสิวหัวปิด(whiteheads)

 

นอกจากนี้ในผิวหนังคนเราปกติแล้วมีแบคทีเรียอาศัยอยู่โดยไม่ก่อให้เกิดความผิดปกติ แต่ให้คนที่เป็นสิวซึ่งมีการผลิตน้ำมันมาก ส่งผลให้แบคทีเรียที่ก่อให้เกิดสิวชนิดหนึ่ง คือ Propionibacterium acnes เจริญเติบโตได้มากกว่าปกติจนทำให้เกิดการอักเสบ ก่อให้เกิดสิวอักเสบและสิวหัวหนองขึ้นได้

 

PATHOGENESIS OF ACNEDermatology. Zaenglein, Andrea L; Thiboutot, Diane M. Published December 31, 2011. Pages 545-559.e1. © 2012.

อะไรทำให้สิวแย่ลง?

  • ยาคุมกำเนิดบางชนิด(progestogen-only pills)
  • ช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เช่น ช่วงใกล้มีประจำเดือน
  • การใช้เครื่องสำอางที่มันหรืออุดตันรูขุมขน ก็เป็นสาเหตุของการเกิดสิว อย่างไรก็ตามคุณสามารถใช้เครื่องสำอางในการปกปิดได้ โดยเลือกชนิดที่ไม่ก่อให้เกิดสิว (non-comedogenic) หรือ ปราศจากน้ำมัน(oil-free)
  • การแคะ แกะ เกาสิว ทำให้สิวอักเสบขึ้น และเกิดแผลเป็นตามมาได้
  • การอยู่ในที่อับชื้นหรือมีเหงื่อออกมาก ทำให้สิวแย่ลงได้
  • การใส่เสื้อผ้าที่อบหรือรัดแน่นจนเกินไป เช่น บริเวณใต้หมวก หรือผ้าคาดหน้าผาก, ใต้ราวนมจากเสื้อในที่คับเกินไป
  • ยาบางชนิด เช่น ยาเสตียรอย, ยากันชัก

 

การดูแลผิวสำหรับผู้เป็นสิว

  • การล้างหน้าบ่อยๆไม่ช่วยให้สิวดีขึ้น ล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น หากออกกำลังกายเหงื่อออกมาสามารถล้างหน้าได้ แต่หากผิวหน้าแห้งควรลดการใช้สบู่หรือครีมล้างหน้าลง
  • ควรล้างหน้าด้วยสบู่อ่อนและไม่ควรขัดหรือถูใบหน้า การขัดถูมากเกินไปทำให้สิวแย่ลงได้
  • หลีกเลี่ยงการถู จับ หรือแกะสิว เนื่องจากการแกะสิวอาจทำให้สิวอักเสบมากขึ้น เกิดรอยดำ และแผลเป็นจากสิว
  • ยาสิวส่วนใหญ่มักทำให้ผิวแห้ง หากรู้สึกว่าผิวแห้งมากสามารถใช้ครีมทาผิวได้ โดยเลือกชนิดที่ปราศจากน้ำมัน (oil-free), ไม่ก่อให้เกิดสิวอุดตัน (non-comedogenic), และไม่มีน้ำหอม
  • ควรหลีกเลี่ยงการใช้รองพื้นหรือเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของน้ำมัน เพราะก่อให้เกิดสิวอุดตันได้
  • ควรพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการนอนดึก เพราะทำให้เกิดสิวอักเสบได้

 

การรักษาสิว

การรักษาสิวในปัจจุบันมีวิธีที่มีประสิทธิภาพหลากหลายวิธี แต่อย่างไรก็ตามไม่มีวิธีใดที่มีประสิทธิภาพได้ผลกับสิวและสภาพผิวของผู้มีสิวทุกคน ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ต้องเลือกการรักษาที่เหมาะสมแก่ชนิด ความรุนแรง และสภาพผิวของแต่ละบุคคล

  1. ยาทา เป็นการรักษาพื้นฐานในการรักษาสิว ยาทาที่ใช้รักษาสิวมีหลายชนิดและออกฤทธิ์รักษาสิวได้หลายแบบ ยาทาบางชนิดสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียและช่วยลดการอักเสบ เช่น ยาทาฆ่าเชื้อ ยาทาบางชนิดสามารถลดการเกิดสิวอุดตัน เช่น ยาทาในกลุ่มเรตินอยด์หรืออนุพันธ์ของวิตามินเอ โดยส่วนมากแล้วการใช้ยาทารักษาสิวควรต้องใช้ยาทาร่วมกัหลายกลุ่ม เพื่อประสิทธิภาพที่ดีและลดการเกิดเชื้อดื้อยา
  2. ยารับประทาน ในรายที่มีสิวอักเสบ ปวด บวม แดง เป็นสิวเม็ดใหญ่ หรือเป็นซีสต์ แพทย์จะให้การรักษาด้วยการให้ยารับประทาน เช่น ยาแก้อักเสบ ยาคุมกำเนิดบางชนิด หรือยารับประทานอนุพันธ์วิตามินเอ โดยการใช้ยารับประทานนั้นแม้จะได้ผลดีแต่ก็มีข้อห้ามและผลข้างเคียง จึงควรได้รับคำแนะนำและการดูแลของแพทย์ก่อนการใช้ยา
  3. หัตถการที่ใช้ในการรักษาสิว ในปัจจุบันมีการรักษาหลายอย่างที่สามารถนำมาใช้ในการรักษาสิวให้มีประสิทธิภาพได้ดียิ่งขึ้นดังนี้
    • การรักษาด้วยการผลัดเซลส์ผิวและสิวอุดตัน ด้วยการใช้กรดผลไม้ (chemical peels) ซึ่งช่วยในการผลัดเซลส์ผิวหนังที่อุดตันที่เป็นสาเหตุของสิวอุดตัน (comedone) และในปัจจุบันมีการปรับสูตรด้วยการเพิ่มยาทาที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการลดสิวอุดตัน ลดการอักเสบ และรอยดำที่เกิดจากสิว
    • การรักษาด้วยแสง (light therapy) โดยแสงที่พบว่ามีประสิทธิภาพในการรักษาสิวได้ดีคือ แสงสีฟ้า (blue light) และแสงสีแดง (red light) มีหลายงานวิจัยบ่งชี้ในเห็นว่าการใช้แสงสีฟ้า (blue light therapy) มีประสิทธิภาพในการรักษาสิว โดยพบว่าแสงสีฟ้าสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย acne ก่อให้เกิดสิว และการอักเสบของสิวได้ โดยไม่ก่อให้เกิดเชื้อดื้อยา นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่พบว่าการใช้แสงสีฟ้าคู่กับแสงสีแดง (blue and red light therapy) มีประสิทธิภาพในการรักษาได้ดีขึ้น เพราะนอกจากจะสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดสิวแล้ว ยังสามารถลดการหลั่งสารที่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบ ลดการอักเสบได้ดียิ่งขึ้น การรักษาด้วยแสงจึงเป็นการรักษาที่ช่วยเพิ่มประสิทธภาพจากการดั้งเดิม คือการใช้ยากินและยาทา หรืออาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่ไม่ต้องใช้ยา มีผลข้างเคียง หรือข้อห้ามในการใช้ยา เช่น คนท้อง หรือให้นมบุตร, ผู้ที่มีสิวเป็นบริเวณกว้าง ไม่สามารถทายาได้ทั่วถึงและไม่อยากกินยา
    • การรักษาด้วยเลเซอร์และ IPL เป็นอีกการรักษาหนึ่งที่สามารถช่วยรักษาสิวทั้งสิวอักเสบและรอยดำและรอยแดงจากสิว โดยเลเซอร์และ IPL จะปล่อยคลื่นแสง ที่ไปฆ่าเชื้อแบคทีเรียก่อสิว และการหลั่งสารที่ทำให้เกิดการอักเสบ นอกจากนี้การใช้เลเซอร์ยังมีข้อดีที่ต่างจากยาทาคือสามารถลดรอยแดงและรอยดำที่เกิดจากสิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเลเซอร์บางชนิดยังสามารถลดขนาดของต่อมไขมันบนใบหน้า ทำให้ผิวมันน้อยลง และลดการเกิดสิวได้
  4. การรักษารอยดำ รอยแดงสิว หลังการเกิดสิวอักเสบมักมีรอยแดงรอยดำสิวตามมากวนใจ ซึ่งโดยปกติแล้วรอยแดงและรอยดำเหล่านี้สามารถหายได้เอง หากไม่มีสิวอักเสบเม็ดใหม่ๆขึ้นมาอีก ซึ่งระยะเวลาในการหายก็แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ในรายที่มีรอยสิวมาเป็นระยะเวลานาน หรือในบางครั้งมีโอกาสพิเศษอยากให้รอยสิวเหล่านี้จางลงเร็ว ในปัจจุบันก็มีการรักษาหลายอย่างที่สามารถช่วยลดรอยแดงรอยดำที่เกิดจากสิวได้ ดังนี้
  • การใช้เครื่องมือผลักยาและวิตามินเข้าสู่ผิว ทำให้ลดการสร้างและ การกระจายของเม็ดสี ทำให้รอยสิวจางลงและลดการเกิดรอยดำใหม่ๆ
  • การทายาและใช้ครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ ยาทาหลายชนิดสามารถช่วยลดรอยดำจากสิวให้เลือนลงได้ และการทาครีมกันแดด หลีกเลี่ยงแสงแดดจะช่วยลดรอยดำจากสิวได้ แต่อย่างไรก็ตามยังไม่มียาทาใดที่สามารถรักษารอยแดงจากสิวได้ดี
  • การใช้เลเซอร์ สามารถลดรอยแดง และรอยดำที่เกิดจากสิวได้ดี โดยมีเลเซอร์หลากหลายชนิดที่สามารถนำมาใช้ได้ ในกลุ่มที่มีรองแดงสิวเป็นหลัก จะเลือกใช้เลเซอร์ที่มีผลต่อเส้นเลือด ทำให้มีการฝ่อหรือหดตัวของเส้นเลือดฝอยในบริเวณที่มีรอยแดง ทำให้รอยแดงจางลง โดยเลเซอร์ในกลุ่มนี้มีข้อดีคือไม่มีบาดแผลหลังทำ ใช้เวลาทำไม่นาน ไม่ต้องทาหรือฉีดยาทา สามารถกลับไปทำงานและกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ