แผลเป็น และแผลเป็นนูนคีลอยด์

โดยปกติแล้วเมื่อผิวหนังของเราได้รับการบาดเจ็บ เช่น โดนมีดบาด อุบัติเหตุ น้ำร้อนลวก แผลผ่าตัด หรือการเจาะหู ร่างกายของเราจะพยายามซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่บาดเจ็บ ซึ่งในกระบวนการซ่อมแซมนั้นจะทำให้เกิดเนื้อเยื่อแผลเป็น ซึ่งในช่วงแรกจะมีอาการบวมแดง และต่อมาจะค่อยๆราบและสีจางลงเรื่อยๆโดยใช้เวลาเป็นเดือนหรือเป็นปี

แต่ในบางครั้งหากมีปัจจัยบางอย่างกระตุ้นในเกิดการซ่อมแซมและการอักเสบที่มากเกินไป เช่น การติดเชื้อ แผลที่อยู่ในบริเวณที่มีความตึงมาก เช่น ตามข้อ หัวไหล่ หรือแผลที่สมานไม่ดี รวมถึงลักษณะผิวของแต่ละบุคคล สิ่งเหล่านี้จะส่งผลให้มีการซ่อมแซมของผิวหนังที่ผิดปกติ ทำให้เกิดแผลเป็นนูน (hypertrophic scar) และแผลเป็นนูนคีลอยด์ (keloid scar) ได้

แผลเป็นนูนคีลอยด์ คือ อะไร

แผลเป็นนูนคีลอยด์ คือ แผลเป็นที่มีขนาดนูนหนาและใหญ่ขึ้นมากกว่าบาดแผลเดิมที่เคยได้รับการบาดเจ็บ ตัวอย่างเช่น แผลเป็นจากการเจาะหู ซึ่งเริ่มแรกเป็นรูขนาดเล็ก แต่มีการซ่อมแซมของผิวหนังที่มากเกินไปทำให้เกิดเป็นก้อนนื้อนูนแข็งขนาดใหญ่กว่าแผลเจาะหูเดิมอย่างมาก แม้จะไม่ใช่เนื้องอกที่อันตราย แต่หากมีขนาดใหญ่หรืออยู่ในบริเวณข้อ หากไม่ได้รับการรักษา จะก่อให้เกิดการติดรั้งของข้อได้ นอกจากนี้แผลเป็นนูนคีลอยด์ยังก่อให้เกิดอาการคัน หรือเจ็บได้

Keloid acne

แผลเป็นนูนจากสิว

Keloid from ear piercing

แผลเป็นนูนจากการเจาะหู

อย่างไรก็ตามแผลเป็นนูนคีลอยด์ก็ไม่ได้เกิดกับทุกคน แผลเป็นนูนคีลอยด์มักจะเกิดกับคนผิวคล้ำ และผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเคยเป็นคีลอยด์มาก่อน

 

วิธีการรักษาแผลเป็นนูน

  1. การใช้ยาทา ในปัจจุบันมียาทาหลากหลายชนิดที่ขายตามท้องตลาดเพื่อช่วยรักษาแผลเป็น โดยมีสาร เช่นสารสกัดจากหัวหอม วิตามินอี วิตามินเอ และสารสกัดจากสมุนไพรหลายชนิด ซึ่งยาทาแผลเป็นนั้นจะช่วยในกรณีแผลเป็นใหม่ และขนาดเล็ก แต่จะไม่สามารถรักษาแผลเป็นที่นูนใหญ่หรือเป็นมานานแล้วได้
  2. การใช้แผ่นซิลิโคนเจลปิดบริเวณแผล จะได้ผลดีกับแผลใหม่ๆ ป้องกันการขยายตัวของแผลเป็น
  3. การใช้ยาฉีด เป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพ ได้ผลดี สามารถช่วยให้แผลเป็นที่นูนหนา ยุบตัวลงได้ดี ช่วยลดอาการคันที่บริเวณแผลได้ดี แต่จะไม่ค่อยช่วยเรื่องสีแดงและสีคล้ำของแผลเป็น การรักษาโดยทั่วไป จะต้องทำการรักษาต่อเนื่องทุก 4-8 สัปดาห์ จึงจะได้ผลดี ยาฉีดที่นิยมใช้ส่วนใหญ่จะเป็นการใช้ยาฉีดสเตอรอยด์ แต่ในบางรายที่ไม่ตอบสนองกับยาฉีดสเตอรอยด์ ในปัจจุบันก็มีการใช้ยาอย่างอื่นร่วมด้วย โดยแพทย์จะพิจารณาจากลักษณะแผลเป็น การตอบสนองต่อยา เพื่อเลือกยาที่เหมาะสมเป็นรายๆไป
  4. การรักษาโดยการผ่าตัด เป็นการรักษาสำหรับแผลเป็นบางลักษณะ แผลเป็นขนาดใหญ่ หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบอื่น การผ่าตัดจะช่วยลดขนาดของก้อนแผลเป็นได้เร็ว ช่วยลดระยะเวลาในการรักษา อย่างไรก็ตาม หลังการผ่าตัดก็จะต้องมีการติดตามแผลที่เกิดขึ้นใหม่จากการผ่า ป้องกันการเกิดแผลเป็นนูนใหม่ขึ้นอีก
  5. การรักษาด้วยเลเซอร์ จะช่วยทำให้แผลเป็นนุ่มลง ขนาดเล็กลง และสีจางลงได้ การใช้เลเซอร์จะไปทำให้เส้นเลือดที่มาเลี้ยงก้อนแผลเป็นฝ่อลง ทำให้แผลเป็นมีสีจางลงได้เร็วและทำให้แผลเป็นยุบตัวลง สามารถใช้ร่วมกับการรักษาด้วยยา ทำให้แผลเป็นดีขึ้นได้เร็วขึ้น